วิตามินซี 1000

วิตามินซี 1000 วิตามินซีที่มีขายตามท้องตลาด มีทั้งชนิดที่สกัดมาจากธรรมชาติ

วิตามินซี 1000 วิตามินซีที่มีขายตามท้องตลาด มีทั้งชนิดที่สกัดมาจากธรรมชาติ (natural vitamin C) และจากการสังเคราะห์ทางเคมี (synthetic vitamin C) โดยทั้งสองรูปแบบมีข้อแตกต่างกันดังนี้ วิตามินซีจากธรรมชาติ ได้มาจากการสกัดผักและผลไม้ต่าง ๆ มีความเป็นกรดที่ต่ำกว่าแบบที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยลดอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีสารไอโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids) ซึ่งจะช่วยในการดูดซึมวิตามินซี และช่วยเพิ่มความแข็งของหลอดเลือดฝอยในร่างกาย
วิตามินซีสังเคราะห์ ได้มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี สูญสลายจากกระบวนการอ๊อกซิเดชั่น (oxidation) ได้ง่าย มีความเป็นกรดสูงกว่า อาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ง่าย มีข้อดี คือ ราคาถูก และหาซื้อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการนำวิตามินซีสังเคราะห์ มาทำปฏิกิริยากับสารอื่น ๆ เพื่อลดความเป็นกรด ซึ่งจะมีเกิดความระคายเคืองทางเดินอาหารลดลง แม้ว่ารูปแบบของวิตามิน ที่มาจากธรรมชาติ และที่มาจากการสังเคราะห์ อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่จากการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบ ไม่พบว่าทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกัน ในแง่ของประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ในร่างกาย วิตามินซี 1000.

วิตามินซี 1000

วิตามินซี 1000 วิธีกินวิตามินซี acerola cherry

รูปแบบของวิตามินซี ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ แบบเม็ด (tablets) แคปซูล (capsules) และแบบเม็ดเคี้ยว (chewable tablets) นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายในรูปแบบผงฟู่และชนิดเหลว โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ มักจะมีวิตามินซีในปริมาณ 25 ถึง 1,000 มิลลิกรัม อะเซโรล่า เชอรี่

จากการศึกษาค้นพบว่า การดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายจะลดลง เมื่อขนาดรับประทานต่อวันเพิ่มสูงขึ้น โดยจะมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 70 ถึง 80 เมื่อรับประทานในขนาด 30 ถึง 180 มิลลิกรัมต่อวัน และจะลดลงเหลือร้อยละ 50 เมื่อรับประทาน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินซี กินตอนไหน วิตามินซี 1000

โดยทั่วไปวิตามินซีสามารถรับประทานตอนท้องว่างได้ แต่ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกไม่สบายท้อง แสบร้อนหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน อาจรับประทานพร้อมอาหารได้ และควรลดขนาดรับประทานต่อครั้ง โดยอาจแบ่งรับประทานครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง

การรับประทานในขนาดที่เหมาะสมตามความต้องการของร่างกาย นอกจากจะทำให้มีประสิทธิภาพดีแล้ว ยังป้องกันการเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับต่อวัน (๊US Recommended Dietary Allowance หรือ USRDA) ของวิตามินซี มีดังต่อไปนี้

วัย ช่วงอายุ เพศชาย (มิลลิกรัม/วัน) เพศหญิง (มิลลิกรัม/วัน)
ทารก 0 ถึง 6 เดือน 40 (AI*) 40 (AI)
ทารก 7 ถึง 12 เดือน 50 (AI) 50 (AI)
เด็ก 1 ถึง 3 ปี 15 15
เด็ก 4 ถึง 8 ปี 25 25
เด็ก 9 ถึง 13 ปี 45 45
วัยรุ่น 14 ถึง 18 ปี 75 65
ผู้ใหญ่ 19 ปีขึ้นไป 90 75
ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ 19 ปีขึ้นไป 125 110
ตั้งครรภ์ น้อยกว่า18 ปี – 80
ตั้งครรภ์ 19 ปีขึ้นไป – 85
ให้นมบุตร น้อยกว่า 18 ปี – 115
ให้นมบุตร 19 ปีขึ้นไป – 120
การรับประทานวิตามินซีในขนาดที่เกินกว่า ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน (Tolerable Upper Intake Level หรือ UL) อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาจเจียน แสบร้อนกลางอก ปวดเกร็งหน้าท้อง แต่อาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ เมื่อหยุดการรับประทาน

ช่วงอายุ ปริมาณของวิตามินซีสูงสุดต่อวัน (มิลลิกรัม/วัน)
ทารก 0 ถึง 12 เดือน ไม่มีข้อมูลจากการศึกษา
เด็ก 1 ถึง 3 ปี 400
เด็ก 4 ถึง 8 ปี 650
เด็ก 9 ถึง 13 ปี 1,200
วัยรุ่น 14 ถึง 18 ปี 1,800
ผู้ใหญ่ 19 ปีขึ้นไป 2,000
นอกจากนี้วิตามินซีสามารถเพิ่มการขับออกซาเลต (oxalate) ออกมาทางปัสสาวะ แต่ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดว่า ผลดังกล่าวจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของโรคนิ่วที่ไตหรือไม่ ดังนั้นคนที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในไต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีที่มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการซื้อวิตามินซีมารับประทาน

วิตามินซี (vitamin C) เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย การขาดหรือได้รับไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งนอกจากจะมีเลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังส่งผลทำให้แผลหายช้า มีอาการเหนื่อยล้าและไม่มีแรง แม้ว่าจะมีการใช้วิตามินซีสำหรบการรักษาและป้องกันโรคหลายชนิด แต่ก็มีเพียงบางการศึกษาวิจัยเท่านั้น ที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพของวิตามินซีต่อการป้องกันโรคบางประการ นอกจากนี้การรับประทานเกินกว่าปริมาณสูงสุดต่อวัน อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย ตามมาได้

เลือดออกตามไรฟัน อาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพของช่องปาก เช่น เหงือกอักเสบ เหงือร่น การใช้แปรงสีฟันที่ไม่เหมาะสม เช่นขนแปรงแข็ง หรือการแปรงฟันที่ผิดวิธี นอกจากเหตุผลในข้างต้นแล้ว เลือดออกตามไรฟันยังสามารถเกิดขึ้นจากการขาดสารอาหารบางตัว โดยที่สารอาหารตัวนั้นคือ วิตามินซี (vitamin C) นั่นเอง

แม้ว่าวิตามินซีจะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกายซึ่งแตกต่างจากอาหารจำพวกแป้ง (carbohydrate) ไขมัน (fat) หรือโปรตีน (protein) แต่ตัววิตามินซีเองก็มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการสังเคราะห์เนื้อเยื่อ การทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่างๆของร่างกาย รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งการได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจึงทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ

แม้ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการขาดวิตามินซีจะไม่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต แต่ก็ทำให้ร่างกายทำงานไม่ปกติ บกพร่อง อาจเป็นผลทำให้เราเกิดโรคได้ ซึ่งโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีที่สำคัญคือโรคลักปิดลักเปิด (scurvy) หรือโรคเลือดออกตามไรฟันนั่นเอง

การขาดวิตามินซีกับโรคลักปิดลักเปิด
โรคลักปิดลักเปิดในประวัติศาสตร์นั้น มีการบันทึกว่า จะพบมากในหมู่กะลาสี โจรสลัดและผู้ที่ล่องเรือในทะเลเป็นเวลานาน เพราะการล่องเรือนาน ๆ ลูกเรือจะขาดอาหารประเภทผักและผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินซีนั่นเอง

โรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) มีอาการ 4 อย่างที่สำคัญ (4H)

ภาวะเลือดออก (hemorrhage) ที่พบได้บ่อยคือ ภาวะเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินซีทำให้กระบวนการสังเคราะห์เนื้อเยื่อคอลลาเจนผิดปกติ เส้นเลือดจึงมีความเปราะบางมากขึ้น
ภาวะหนังหนาหรือเยื่อบุหนาหรือโรคกระจกตาหนา (hyperkeratosis)
ภาวะที่คิดว่าตนเองป่วย (hypochondriasis)
ภาวะความผิดปกติของเลือด (hematologic abnormalities)
นอกจากอาการ 4 อย่างข้างต้นแล้ว อาการอื่นๆที่อาจพบได้เช่น เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่อยากอาหาร เป็นต้น ซึ่งก็พบว่ามีสาเหตุจากการลดลงของการสร้างพลังงานของไมโตคอนเดรีย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะใช้วิตามินซีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

การรักษาโรคลักปิดลักเปิด

การรักษาโรคนี้ที่ง่ายที่สุดคือการใช้วิตามินซีนั่นเอง โดยให้รับประทานครั้งละ 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ นอกจากรับประทานวิตามินซีในรูปแบบสำเร็จรูปแล้ว ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผลไม้กลุ่มส้ม มะนาว ฝรั่ง เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันการเกิดเป็นซ้ำอีก

นอกจากนี้ผู้ที่ขาดวิตามินซี วิตามินซี 1000 ยังมีแนวโน้มที่จะขาดธาตุเหล็ก (iron) ร่วมด้วย เนื่องจากวิตามินซีจำเป็นต่อการดูดซึมธาตุเหล็กในลำไส้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการของลักปิดลักเปิดอาจได้รับการตรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง (anemia)

การป้องกัน

การป้องกันคือการได้รับวิตามินซีให้เพียงพอในแต่ละวัน ซึ่งปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (dietary reference intake หรือ DRI) สำหรับคนไทย กำหนดไว้ว่า

ทารก 6 ถึง 11 เดือน 35 มิลลิกรัมต่อวัน
เด็ก 1 ถึง 8 ปี 40 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นชายอายุ 9 ถึง 12 ปี 45 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นชายอายุ 13 ถึง 15 ปี 75 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นชายอายุ 16 ถึง 18 ปี 90 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นหญิงอายุ 9 ถึง 12 ปี 45 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นหญิงอายุ 13 ถึง 15 ปี 65 มิลลิกรัมต่อวัน
วัยรุ่นหญิงอายุ 16 ถึง 18 ปี 75 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ใหญ่เพศชายอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 90 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ใหญ่เพศหญิงอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 75 มิลลิกรัมต่อวัน
ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส บวกเพิ่ม 10 มิลลิกรัมต่อวันจากปริมาณที่ควรได้ในช่วงอายุขณะตั้งครรภ์
ให้นมบุตรบวกเพิ่ม 35 มิลลิกรัมจากปริมาณที่ควรได้ในช่วงอายุขณะที่ให้นมบุตร วิตามินซี 1000.